การคัดเลือกโค้ชสำหรับรายการ The Voice Thailand ซีซันล่าสุด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นกระบวนการประเมินที่ละเอียดและเข้มงวด เพื่อให้ได้คนที่ทั้งมีความสามารถด้านเพลงและทักษะการให้คำปรึกษาศิลปินอย่างแท้จริง
1. ทำไมเกณฑ์การคัดเลือกโค้ชจึงต้องเข้มงวด
การเป็นโค้ชในรายการเรียลิตี้ร้องเพลงอย่าง The Voice ไม่ใช่แค่การร้องดี แต่ต้องสามารถพัฒนา เสริมศักยภาพ และวางกลยุทธ์ให้ผู้เข้าแข่งขันเติบโตในอาชีพเพลงได้ โค้ชจึงถูกคัดกรองทั้งในแง่ศิลปิน (artistry) และโค้ช (mentorship) นอกจากนี้ รายการยังต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ของรายการ ความสมดุลระหว่างโค้ชทั้งด้านดนตรีและการตลาด และความเข้ากันได้ระหว่างโค้ชแต่ละคนบนเวที
2. ขั้นตอนการคัดเลือกโดยรวม
กระบวนการคัดเลือกของ Workpoint Studio และทีมผู้ผลิตโดยทั่วไปประกอบด้วยหลายขั้นตอนที่ออกแบบมาเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมในมิติที่หลากหลาย ดังนี้
- การรับสมัครและคัดกรองเบื้องต้น: ทีมผลิตเปิดรับข้อเสนอหรือทาบทามศิลปินที่มีโปรไฟล์ตรงตามความต้องการ โดยดูจากประวัติการทำงาน ผลงาน และความนิยม
- ส่งแฟ้มผลงาน (portfolio) และเดโม: ผู้ที่เข้ารอบต้องส่งคลิปตัวอย่างการเป็นโค้ช การซ้อมกับศิลปินจริง และผลงานเพลง
- สัมภาษณ์เชิงลึก: ประเมินทัศนคติ วิธีการให้คำปรึกษา และมุมมองต่อการเป็นโค้ช
- ทดสอบเชิงปฏิบัติ (coaching trial): ให้ลองโค้ชผู้เข้าร่วมจำลองเพื่อดูทักษะการสื่อสาร เทคนิคการแก้ไขจุดบกพร่อง และการวางแผนการฝึกร้อง
- เคมีระหว่างโค้ช (chemistry test): ประเมินว่าบุคลิกและสไตล์ของแต่ละคนจะสร้างสมดุลบนเวทีได้หรือไม่
- ตรวจสอบความพร้อมด้านสัญญาและตารางงาน: ทีมกฎหมายและผู้จัดการพิจารณาเรื่องสัญญา ภารกิจการโปรโมต และความสามารถในการยืดหยุ่นตาราง
- การเสนอสัญญาอย่างเป็นทางการ: เมื่อผ่านขั้นตอนทั้งหมดแล้ว ทีมผู้ผลิตจะเจรจาเงื่อนไขและประกาศรายชื่อโค้ช
3. เกณฑ์สำคัญที่ทีมคัดเลือกใช้พิจารณา
ต่อไปนี้คือเกณฑ์เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณที่มักถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐาน
- ทักษะการให้คำปรึกษาศิลปิน (การสอน-Mentorship): ต้องแสดงให้เห็นว่ารู้จักการพัฒนาเสียง การเลือกเพลง และเทคนิครับมือกับนักร้องที่มีพื้นฐานต่างกัน
- ประวัติผลงานเชิงดนตรี: มีผลงานเพลงที่น่าเชื่อถือ ผลงานการแต่งเพลง หรือประสบการณ์การผลิตเพลง
- ความสามารถด้านเวทีและการสื่อสาร: สามารถถ่ายทอดความเห็นอย่างชัดเจนแต่ให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันได้
- เครือข่ายในอุตสาหกรรม: มีความสัมพันธ์กับโปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง และแหล่งทรัพยากรที่จะช่วยศิลปินหลังรายการ
- ภาพลักษณ์และความเป็นสาธารณะ: ต้องไม่ทำให้รายการเสี่ยงต่อภาพลบและจะช่วยเสริมแบรนด์ของรายการได้
- ความพร้อมและความยืดหยุ่น: ปฏิบัติตามตารางถ่ายทำและกิจกรรมส่งเสริมการตลาด
- เชิงสถิติและการตลาด: บางครั้งทีมผู้ผลิตพิจารณาจากผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียและฐานแฟนคลับเพื่อความดึงดูดผู้ชม
4. บทบาทของ Workpoint Studio ในการคัดเลือก
Workpoint Studio ในฐานะผู้ผลิตเป็นแกนหลักที่ออกแบบกระบวนการคัดเลือก ตั้งแต่การกำหนดโปรไฟล์โค้ชที่ต้องการ ประสานงานการสัมภาษณ์ จัดให้มีการทดสอบเชิงปฏิบัติ และดำเนินการด้านสัญญา ความปลอดภัยด้านภาพลักษณ์ และการประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ทีมโปรดิวซ์จะร่วมกับผู้บริหารช่องโทรทัศน์เพื่อวางกลยุทธ์เชิงรายการ เช่น ความหลากหลายของสไตล์เพลงและความสมดุลของทีมโค้ช
5. ตัวอย่างคุณสมบัติเชิงปฏิบัติที่ผู้จัดมักกำหนด
- มีประสบการณ์แสดงบนเวทีอย่างน้อย X ปี (ขึ้นอยู่กับนโยบายซีซัน)
- มีผลงานร่วมกับศิลปินรุ่นใหม่หรือเคยเป็นโค้ช/พี่เลี้ยงในโปรเจ็กต์อื่น
- สามารถให้เวลาซ้อมและเข้าร่วมกิจกรรมโปรโมตทั้งก่อนและหลังออนแอร์
6. โค้ช The Voice มีใครบ้าง (คำตอบแบบทั่วไป)
รายชื่อโค้ชจะแตกต่างกันไปในแต่ละซีซัน ทีมผู้ผลิตมักผสมผสานศิลปินรุ่นเก๋าและรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน ตัวอย่างโค้ชที่คนไทยคุ้นเคยและเคยมีบทบาทในรายการต่าง ๆ ได้แก่ ก้อง สหรัถ ซึ่งเป็นหนึ่งในศิลปินที่มีประสบการณ์ทั้งการร้องและการแสดง แต่รายชื่อครบถ้วนของโค้ชแต่ละซีซันสามารถตรวจสอบได้จากประกาศอย่างเป็นทางการของรายการหรือของ Workpoint Studio
7. แนวทางการเลือกเพลงสำหรับการแข่งขัน Blind Audition
การเลือกเพลงสำหรับ Blind Audition เป็นส่วนสำคัญที่คู่ขนานกับการได้โค้ชที่ใช่ ด้านล่างเป็นแนวทางปฏิบัติที่แนะนำสำหรับผู้เข้าแข่งขัน:
- เลือกเพลงที่โชว์ตัวตนและน้ำเสียงของคุณให้ชัดเจน ไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงฮิตเสมอไป แต่ต้องทำให้โค้ชหันเก้าอี้
- คำนึงถึงคีย์เสียงที่เหมาะสม: อย่าเลือกคีย์ที่ทำให้เสียงเหนื่อยหรือเสียสมดุล
- เริ่มด้วยส่วนที่ดึงความสนใจ (hook) และสร้างโครงเรื่องให้โค้ชเห็นศักยภาพในการพัฒนาต่อ
- ซ้อมกับวงหรือแทร็คที่ใกล้เคียงสถานการณ์จริง เพื่อให้รู้สึกคุมจังหวะและไดนามิก
- มีความยืดหยุ่น: เตรียมเพลงสำรองที่มีสไตล์ต่างกัน เพื่อเปลี่ยนตามสถานการณ์หรือคำแนะนำโค้ช
8. ข้อควรรู้เพิ่มเติมสำหรับผู้ที่สนใจตำแหน่งโค้ช
นอกจากทักษะและประสบการณ์แล้ว โค้ชต้องรับผิดชอบต่อภาพลักษณ์ของรายการ การให้สัมภาษณ์ และการทำงานร่วมกับทีมโปรดิวซ์ หากคุณเป็นศิลปินที่อยากถูกทาบทาม การส่งแฟ้มผลงานที่ชัดเจนและแสดงตัวอย่างการให้คำปรึกษากับศิลปินรุ่นใหม่ จะช่วยเพิ่มโอกาสได้เข้ารอบการคัดเลือก
สรุป
เกณฑ์การคัดเลือกโค้ช The Voice ไม่ได้มีเพียงแค่ทักษะการร้อง แต่เน้นที่การเป็นพี่เลี้ยง (mentor) ที่สามารถพาศิลปินไปต่อในอุตสาหกรรมได้ Workpoint Studio และทีมผู้ผลิตวางระบบคัดกรองที่ครอบคลุมทั้งการสัมภาษณ์ การทดสอบเชิงปฏิบัติ และการประเมินภาพลักษณ์ เพื่อให้ได้ทีมโค้ชที่มีความสมดุลทั้งด้านดนตรีและการตลาด ผู้ชมที่อยากทราบรายชื่อโค้ชในซีซันล่าสุดควรติดตามประกาศจากช่องทางทางการของ The Voice Thailand และ Workpoint Studio
